สถานการณ์ไม่มีเงินใช้ เป็นเรื่องที่ใครหลายคนต้องเคยเจอ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเงินเดือน นักศึกษา หรือผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือนที่เงินเดือนยังไม่เข้า แต่บิลต่าง ๆ และค่าใช้จ่ายจำเป็นกลับเข้ามาพร้อมกัน ทำให้เกิดความเครียดและความกังวล
ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากการวางแผนการเงินไม่ดี ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด หรือรายได้ที่ลดลงกะทันหัน บทความนี้จะพาคุณไปดูวิธีจัดการสถานการณ์อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินสถานะการเงินปัจจุบัน วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การพิจารณากู้เงินช่วงสิ้นเดือนอย่างปลอดภัย ไปจนถึงวิธีป้องกันไม่ให้ปัญหานี้กลับมาอีกในอนาคต
ไม่มีเงินใช้ เกิดจากอะไรได้บ้าง?
ก่อนจะแก้ปัญหา ลองทำความเข้าใจกันก่อนว่าสาเหตุของการไม่มีเงินใช้มาจากไหน เพราะการรู้ต้นตอจะช่วยให้แก้ไขได้ตรงจุด และป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ
1. ใช้จ่ายเกินรายได้ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวโดยไม่ได้คำนวณรายรับรายจ่ายให้ดี เช่น ซื้อของฟุ่มเฟือย ทานข้าวนอกบ้านบ่อย ใช้บริการสตรีมมิ่งหลายแอป
2. ไม่มีการวางแผนการเงิน หลายคนใช้เงินตามอารมณ์ ไม่ได้แบ่งงบสำหรับค่าใช้จ่ายแต่ละหมวด ทำให้เงินหมดเร็วกว่าที่ควร
3. ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินไม่คาดคิด เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ ค่าซ่อมเครื่องใช้ในบ้าน เป็นเหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และมักเกิดในเวลาที่ไม่พร้อม
4. รายได้ลดลงกะทันหัน เช่น ถูกตัดเงินเดือน ไม่ได้โอที โดนเลิกจ้าง หรือธุรกิจส่วนตัวยอดขายตก
5. ภาระหนี้สินสะสม มีหนี้บัตรเครดิต หนี้รถ หนี้บ้าน รวมกันเกิน 40% ของรายได้ ทำให้เหลือเงินใช้ในแต่ละเดือนน้อยมาก
6. ไม่มีเงินสำรอง เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ไม่มีเงินสำรองมารองรับ ต้องดิ้นรนหาเงินด่วน
7. ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วน
8. ใช้เงินผ่านบัตรเครดิตจนเกินกำลัง ทำให้ภาระผ่อนรายเดือนสูงเกินไป
หากเข้าใจว่าสาเหตุของตัวเองเกิดจากอะไร จะช่วยให้วางแผนแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น
ไม่มีเงินใช้ ควรทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก
เมื่อรู้ตัวว่าเงินกำลังจะหมด สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติและประเมินสถานการณ์อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่รีบหาเงินก้อนใหม่ทันที เพราะหากตัดสินใจเร็วเกินไป อาจเลือกทางที่ไม่ดีที่สุด
เช็กเงินสดและเงินในบัญชีที่เหลืออยู่จริง
เริ่มจากนับว่าตอนนี้มีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่จริง ๆ ทั้งหมด ได้แก่:
- เงินสดในกระเป๋าตังค์
- เงินในบัญชีออมทรัพย์ทุกบัญชี
- วงเงินคงเหลือในบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด
- เงินที่ใครยังค้างคืนเรา
- เงินที่ลงทุนแล้วถอนได้ทันที (เช่น กองทุนรวม)
การเห็นตัวเลขที่ชัดเจนจะช่วยให้รู้ว่าอยู่ในสถานการณ์แบบไหน และต้องการเงินเพิ่มอีกเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่รู้สึกว่า “ไม่มีเงินใช้” โดยไม่รู้จำนวนแน่ชัด
แยกค่าใช้จ่ายจำเป็นกับค่าใช้จ่ายที่เลื่อนได้
ลิสต์ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ต้องจ่ายในช่วงนี้ แล้วแยกออกเป็น 2 กลุ่ม:
ค่าใช้จ่ายจำเป็น (ต้องจ่ายแน่นอน)
- ค่าอาหาร
- ค่าเดินทางไปทำงาน
- ค่ายา/ค่ารักษาพยาบาล
- ค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าแก๊ส
- ค่าผ่อนบ้าน/ค่าเช่าบ้าน
- ค่าผ่อนรถ
- ค่าโรงเรียนลูก
ค่าใช้จ่ายที่เลื่อนหรือลดได้
- การชอปปิ้งทั่วไป
- กินข้าวนอกบ้าน
- บริการสตรีมมิ่งที่ไม่ได้ดูบ่อย
- ค่าฟิตเนส
- ค่าทำผม/ทำเล็บ
- ของใช้ที่ยังไม่จำเป็น
แค่ตัดค่าใช้จ่ายที่เลื่อนได้ออกชั่วคราว ก็อาจช่วยให้ผ่านช่วงนี้ไปได้โดยไม่ต้องกู้
จัดลำดับหนี้หรือบิลที่ต้องจ่ายก่อน
หากเงินไม่พอจ่ายทุกอย่าง ต้องจัดลำดับความสำคัญ โดยพิจารณาจาก:
ลำดับ 1: บิลที่ส่งผลกระทบรุนแรงหากไม่จ่าย
- ค่าผ่อนบ้าน/ค่าเช่า (เสี่ยงถูกยึด/ไล่ออก)
- ค่าผ่อนรถ (เสี่ยงถูกยึด)
- ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน
ลำดับ 2: บิลที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน
- ค่าอาหาร
- ค่าเดินทางไปทำงาน
- ค่าน้ำ-ค่าไฟ
ลำดับ 3: หนี้ที่มีดอกเบี้ยและค่าปรับสูง
- บัตรเครดิต (ดอกเบี้ยรายวัน)
- บัตรกดเงินสด
- สินเชื่อส่วนบุคคล
ลำดับ 4: บิลที่เลื่อนได้บางส่วน
- ค่าสมาชิกต่าง ๆ
- ค่าประกัน (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข)
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
หยุดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นชั่วคราว
ในช่วงเงินขาด ควรเข้าโหมด “ประหยัดสูงสุด” ทันที โดย:
- ยกเลิกหรือพักการใช้บริการที่ไม่ได้ใช้
- ทำอาหารกินเองแทนการสั่ง
- เดินทางด้วยรถสาธารณะแทนเรียกแกร็บ
- หยุดการชอปปิ้งทุกประเภทชั่วคราว
- ไม่ดื่ม-เที่ยวกลางคืน
- เลี่ยงการใช้เงินที่ไม่จำเป็น
มาตรการเหล่านี้ทำในช่วงสั้น ๆ ไม่กี่สัปดาห์ก็พอ ไม่ต้องทำตลอดชีวิต
ประเมินว่าต้องใช้เงินเพิ่มเท่าไหร่ถึงจะพอ
หลังจัดการรายจ่ายแล้ว ให้คำนวณว่ายังต้องการเงินเพิ่มอีกเท่าไหร่ถึงจะผ่านช่วงนี้ไปได้ ตัวเลขที่ได้คือ เป้าหมายที่ต้องหาเงิน
ตัวอย่างการคำนวณ:
- ค่าใช้จ่ายจำเป็นในช่วงนี้: 8,000 บาท
- เงินสด + เงินในบัญชี: 2,500 บาท
- รายได้ที่จะเข้าในช่วงนี้: 3,000 บาท
- ส่วนต่างที่ต้องหาเพิ่ม: 8,000 – 2,500 – 3,000 = 2,500 บาท
การรู้ตัวเลขที่แน่นอนจะช่วยให้เลือกวิธีหาเงินที่เหมาะสม ไม่ต้องกู้หรือหามากเกินความจำเป็น
วิธีแก้ปัญหาเมื่อไม่มีเงินใช้แบบเร่งด่วน
เมื่อรู้ตัวเลขที่ต้องการแล้ว มาดูทางเลือกในการหาเงินเพิ่มที่ปลอดภัยและทำได้จริง
ขายของที่ไม่ได้ใช้เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด
วิธีนี้เป็นทางเลือกที่ไม่สร้างหนี้เพิ่ม และทำได้เร็วถ้าเลือกของที่ขายง่าย
ของที่นิยมขายและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว:
- ทอง/เครื่องประดับ (ขายร้านทองได้ทันที)
- โทรศัพท์/แท็บเล็ตรุ่นเก่า
- กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา
- เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ค่อยใช้
- เสื้อผ้าแบรนด์เนมสภาพดี
- หนังสือ คอลเลคชั่นต่าง ๆ
ช่องทางขาย:
- Facebook Marketplace
- Shopee/Lazada
- กลุ่มซื้อขายมือสองในเฟซบุ๊ก
- ร้านรับซื้อของมือสอง
- ร้านจำนำ (สำหรับของมีค่า)
หางานเสริมรายวันหรืองานฟรีแลนซ์ระยะสั้น
หากมีเวลาว่างหรือทักษะที่ขายได้ การหางานเสริมเป็นทางออกที่ดี เพราะได้เงินจริงโดยไม่ต้องสร้างหนี้
ตัวอย่างงานเสริมที่ทำได้:
- ขับ Grab/Lineman/Foodpanda
- รับงานเขียน/แปลภาษา
- งานออกแบบกราฟิก
- รับสอนพิเศษ
- ขายของออนไลน์
- งานทำสมุดบัญชี/บัญชี
- รับจ้างทำของแต่ง/ทำขนม
แอปและเว็บไซต์รับงานเสริม เช่น Fastwork, Workpoint, Daywork, JobsDB ที่สามารถสมัครและรับงานได้ทันที
เจรจาเลื่อนชำระบิลหรือหนี้บางรายการ
หลายคนไม่รู้ว่าผู้ให้บริการหลายรายเปิดให้เจรจาเลื่อนชำระได้ ถ้าติดต่อก่อนถึงกำหนด
สิ่งที่สามารถเจรจาได้:
- ค่างวดรถ — ขอเลื่อน 1-2 งวด หรือลดค่างวด
- ค่าผ่อนบ้าน — ขอพักชำระเงินต้นชั่วคราว
- บัตรเครดิต — ขอลดดอกเบี้ยหรือยืดระยะเวลาผ่อน
- ค่าน้ำ-ค่าไฟ — ขอผ่อนเป็น 2-3 งวด
- ค่าเช่าบ้าน — เจรจากับเจ้าของบ้านโดยตรง
เคล็ดลับการเจรจา:
- ติดต่อก่อนถึงกำหนดชำระ (ก่อนค้างเงิน)
- ชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจน
- เสนอแผนการชำระคืน
- รักษามารยาทและความสุภาพ
- ขอเป็นลายลักษณ์อักษร
ขอแบ่งจ่ายค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่
หากต้องจ่ายค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในเวลาเดียว เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ ค่าเทอม สามารถขอแบ่งจ่ายได้:
- โรงพยาบาล หลายแห่งมีโครงการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต หรือผ่อนตรงกับโรงพยาบาล
- อู่ซ่อมรถ บางอู่รับผ่อนหรือแบ่งจ่าย 2-3 งวด
- สถาบันการศึกษา มีโครงการผ่อนค่าเทอมหรือกองทุนช่วยเหลือ
- ร้านสินค้าใหญ่ มีโปรโมชั่นผ่อน 0% สำหรับสมาชิก
ใช้วงเงินสำรองเท่าที่จำเป็น
หากมีวงเงินบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดที่ยังไม่ได้ใช้ สามารถใช้เป็นทางออกในกรณีเร่งด่วนได้ แต่ต้องใช้อย่างมีสติ:
- ใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช้เผื่อ
- มีแผนคืนชัดเจน
- หากใช้บัตรเครดิต พยายามจ่ายเต็มจำนวนในรอบบิลถัดไป
- หลีกเลี่ยงการกดเงินสดจากบัตรเครดิต (ดอกเบี้ยสูง)
- หากมีบัตรเครดิตหลายใบ ใช้ใบที่ดอกเบี้ยต่ำสุด
ไม่มีเงินใช้ช่วงสิ้นเดือน ควรกู้เงินไหม
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ถ้าไม่มีเงินใช้แล้ว ควรกู้เงินช่วงสิ้นเดือน[b]หรือไม่? คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
กรณีที่การกู้เงินช่วงสิ้นเดือนเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล:
- มีรายได้ที่จะเข้ามาแน่นอนในไม่กี่วันข้างหน้า (เงินเดือนใกล้เข้า)
- ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายนั้นเลื่อนไม่ได้และผลกระทบจากการไม่จ่ายร้ายแรงกว่าค่าดอกเบี้ย
- เลือกแหล่งเงินที่ดอกเบี้ยไม่สูงเกินไป
- มีแผนคืนเงินที่ชัดเจน ไม่ใช่กู้ใหม่เพื่อจ่ายงวดเก่า
กรณีที่ไม่ควรกู้เงินช่วงสิ้นเดือน:
- กู้เพื่อใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่เลื่อนได้
- กู้เพราะติดนิสัยใช้เงินเกินตัว ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
- ยังไม่มีแผนคืนเงินที่แน่นอน
- กู้จากแหล่งที่ไม่ถูกกฎหมาย ดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด
แหล่งกู้เงินที่เป็นทางเลือกในช่วงสิ้นเดือน:
- บัตรเครดิตที่มีอยู่ ใช้ชำระค่าใช้จ่ายแทนเงินสด แล้วจ่ายเต็มจำนวนในรอบบิลถัดไป
- บัตรกดเงินสด กดเฉพาะที่จำเป็น คืนเร็ว
- บริการรูดบัตรเครดิตเป็นเงินสด แปลงวงเงินบัตรเครดิตเป็นเงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายที่จ่ายด้วยบัตรไม่ได้
- สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ สำหรับผู้ที่ไม่มีสลิปเงินเดือน
- เงินยืมจากเพื่อนหรือครอบครัว ดอกเบี้ยต่ำหรือไม่มี
ทุกแหล่งกู้ควรเลือกที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และคำนวณภาระคืนให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อไม่มีเงินใช้
ในยามที่กังวลและเครียดเรื่องเงิน หลายคนทำสิ่งที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง มาดูกันว่ามีอะไรที่ควรหลีกเลี่ยง
- กู้เงินนอกระบบ ดอกเบี้ยร้อยละ 20+ ต่อเดือน บางกรณีสูงกว่านั้น และมีวิธีทวงหนี้ที่รุนแรง ผิดกฎหมาย
- ใช้แอปกู้เงินผิดกฎหมาย แอปที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. ส่วนใหญ่คิดดอกเบี้ยเกินกฎหมาย และอาจขโมยข้อมูลส่วนตัว
- เล่นการพนัน/หวย เพื่อหวังเงินก้อน สถิติแสดงว่าผู้เล่นส่วนใหญ่เสียมากกว่าได้ การพนันไม่ใช่ทางออก
- เซ็นสัญญากู้โดยไม่อ่าน เซ็นไปก่อนแล้วค่อยดูเงื่อนไข จะตามแก้ทีหลังยาก
- ขายของจำเป็นออกหมด เช่น เครื่องมือทำมาหากิน รถที่ใช้ทำงาน ทำให้อนาคตหารายได้ยากกว่าเดิม
- ปล่อยให้บิลค้างชำระเงียบ ๆ แทนที่จะติดต่อเจรจา ทำให้เสียค่าปรับและประวัติเครดิต
- เปิดบัตรเครดิตหลายใบพร้อมกัน เพิ่มภาระดอกเบี้ย และส่งผลให้สถานะเครดิตในระบบดูเสี่ยง
- ใช้บัตรเครดิตจ่ายค่างวดบัตรเครดิตใบอื่น สร้างวงจรหนี้ ดอกเบี้ยทบกันไปเรื่อย
- ปกปิดเรื่องเงินกับคู่ครอง/ครอบครัว ทำให้ไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ควรจะได้ และเกิดปัญหาในความสัมพันธ์ภายหลัง
- โทษตัวเองมากเกินไปจนเครียด ความเครียดทำให้ตัดสินใจผิดพลาด ควรตั้งสติและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
วิธีป้องกันไม่ให้กลับมาไม่มีเงินใช้ซ้ำอีก
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำคัญ แต่การป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำสำคัญกว่า มาดูแนวทางป้องกันระยะยาว
ทำบัญชีรายรับรายจ่ายทุกเดือน
การจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายช่วยให้รู้สถานะการเงินจริง ๆ ของตัวเอง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
วิธีทำบัญชี:
- จดทุกวัน ไม่ค้างจนลืม
- แยกหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายให้ชัด
- ใช้แอปช่วย เช่น MoneyLover, Spendee, แอปธนาคาร
- สรุปรายเดือนเพื่อดูภาพรวม
- ตั้งเป้าหมายสำหรับเดือนถัดไป
หมวดหมู่ค่าใช้จ่ายแนะนำ:
- ค่าอาหาร
- ค่าเดินทาง
- ค่าที่อยู่อาศัย
- ค่าสาธารณูปโภค
- ค่าสุขภาพ
- ค่าสันทนาการ
- ค่าผ่อนหนี้
- การออม/ลงทุน
กันเงินฉุกเฉินก่อนใช้จ่าย
หลักการจ่ายตัวเองก่อน (Pay Yourself First) คือการแบ่งเงินไปเก็บก่อน แล้วใช้ส่วนที่เหลือ ไม่ใช่ใช้ก่อนแล้วเหลือค่อยเก็บ
เป้าหมายเงินสำรองฉุกเฉิน:
- ขั้นต้น: 1 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน
- ขั้นกลาง: 3 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน
- ขั้นปลอดภัย: 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน
เคล็ดลับการสร้างเงินสำรอง:
- ตั้งโอนอัตโนมัติเมื่อเงินเดือนเข้า
- ใช้บัญชีแยก ไม่รวมกับบัญชีใช้จ่าย
- เลือกบัญชีที่ดอกเบี้ยสูงและถอนได้เมื่อจำเป็น
- เริ่มจากน้อย ๆ เช่น 1,000-2,000 บาทต่อเดือน
ลดรายจ่ายประจำที่ไม่จำเป็น
หลายคนมีรายจ่ายประจำที่จ่ายไปทุกเดือนโดยไม่ได้ใช้คุ้ม ลองทบทวนและตัดออก:
- บริการสตรีมมิ่งที่สมัครหลายแอปแต่ดูไม่ค่อย
- แอปสมาชิกที่ลืมยกเลิก
- บริการที่จ่ายรายปีแต่ไม่ค่อยใช้
- ฟิตเนสที่ไปเดือนละ 1-2 ครั้ง
- นิตยสาร/หนังสือเรียนออนไลน์ที่ไม่ได้อ่าน
การตัดรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ อาจช่วยประหยัดได้หลายพันบาทต่อเดือน
วางแผนจ่ายหนี้ตามลำดับดอกเบี้ย
หากมีหนี้หลายก้อน ควรจัดลำดับการจ่ายให้ฉลาด
กลยุทธ์จ่ายหนี้:
1. Avalanche Method (จ่ายดอกเบี้ยสูงก่อน)
- จ่ายขั้นต่ำทุกหนี้
- ทุ่มเงินที่เหลือทั้งหมดไปที่หนี้ดอกเบี้ยสูงสุด
- เมื่อปิดหนี้นั้นแล้ว ทุ่มต่อหนี้ดอกเบี้ยสูงถัดไป
- ประหยัดดอกเบี้ยรวมมากที่สุด
2. Snowball Method (จ่ายหนี้ก้อนเล็กก่อน)
- จ่ายขั้นต่ำทุกหนี้
- ทุ่มเงินที่เหลือไปที่หนี้ก้อนเล็กที่สุด
- ปิดได้เร็ว สร้างกำลังใจ
- เหมาะกับคนที่ต้องการแรงบันดาลใจ
หารายได้เสริมเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
หากรายได้ประจำไม่พอใช้ การหารายได้เสริมเป็นทางออกระยะยาวที่ยั่งยืน
ตัวอย่างรายได้เสริม:
- ขายของออนไลน์
- รับงานฟรีแลนซ์ในวันหยุด
- ขับรถรับ-ส่ง/ส่งอาหาร
- สอนพิเศษ/ทำคลิป YouTube
- ลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทน
- เปิดร้านเล็ก ๆ ในชุมชน
แม้รายได้เสริมจะไม่มาก แต่หากเก็บไว้สำหรับเงินสำรองโดยเฉพาะ ก็จะช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตการเงินในอนาคตได้
สรุป ไม่มีเงินใช้ควรเริ่มจากจัดลำดับรายจ่ายและเลือกทางออกที่ปลอดภัย
สถานการณ์ไม่มีเงินใช้ เกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งสำคัญไม่ใช่การโทษตัวเอง แต่คือการตั้งสติและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เริ่มจากประเมินสถานะการเงินที่แท้จริง จัดลำดับค่าใช้จ่ายให้ชัด หาทางลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ก่อน
หากจำเป็นต้องกู้เงิน ควรเลือกแหล่งที่ถูกกฎหมาย ดอกเบี้ยไม่เกินที่กฎหมายกำหนด และคำนวณความสามารถในการคืนอย่างรอบคอบ อย่าเลือกทางออกที่ดูง่ายแต่สร้างปัญหาใหม่ เช่น กู้นอกระบบ หรือแอปกู้เงินผิดกฎหมาย
ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปแล้ว ควรเริ่มวางแผนการเงินใหม่ สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน และปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย เพื่อไม่ให้ปัญหากลับมาอีก เพราะการเงินที่ดีคือเรื่องของวินัยและการวางแผน ไม่ใช่โชค
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับการแก้ปัญหาไม่มีเงินใช้
A: ลองเช็คเงินคงเหลือทุกบัญชีก่อน ตัดค่าใช้จ่ายที่เลื่อนได้ออกชั่วคราว หากยังไม่พอจริง ๆ ค่อยพิจารณาใช้วงเงินบัตรเครดิตที่มีอยู่ หรือบริการแปลงวงเงินบัตรเครดิตเป็นเงินสด แล้วจ่ายคืนทันทีที่เงินเดือนเข้า
A: ส่วนใหญ่ไม่ทัน เพราะสินเชื่อธนาคารใช้เวลาพิจารณา 3-7 วันทำการ หากต้องการเงินด่วน ทางเลือกที่เร็วกว่าคือบัตรเครดิตที่มีอยู่ บัตรกดเงินสด สินเชื่อนาโน หรือบริการรูดบัตรเครดิตเป็นเงินสด
A: เริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อรู้ว่าเงินหายไปไหน ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน หารายได้เสริม และวางแผนการเงินระยะยาว ที่สำคัญคือต้องมีวินัยในการรักษาแผนอย่างต่อเนื่อง
A: รีบติดต่อไฟแนนซ์ก่อนค้างชำระ ขอเลื่อนหรือลดค่างวด หากยังผ่อนไม่ไหว ลองพิจารณาการรีไฟแนนซ์เพื่อยืดระยะเวลาผ่อน หรือแหล่งเงินด่วนที่ดอกเบี้ยถูก เพื่อให้ผ่อนต่อได้ ไม่ให้ถูกยึดรถซึ่งจะกระทบกับการทำมาหากิน
A: รีบหาทางปิดหนี้นอกระบบให้เร็วที่สุด อาจใช้วิธีกู้สินเชื่อในระบบที่ดอกเบี้ยถูกกว่ามาปิด หรือขายทรัพย์สินที่มี และห้ามกู้นอกระบบเพิ่มอีก หากถูกข่มขู่คุกคามจากเจ้าหนี้ สามารถแจ้งความได้
A: ใช้สูตร 50/30/20 คือ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% สำหรับความต้องการส่วนตัว 20% สำหรับการออมและจ่ายหนี้ และตั้งโอนเงินไปยังบัญชีออมอัตโนมัติทันทีที่เงินเดือนเข้า