การติดเครดิตบูโรเป็นปัญหาทางการเงินที่หลายคนกังวล เพราะส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการขอสินเชื่อในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน รถยนต์ หรือบัตรเครดิต ทำให้หลายคนรู้สึกว่าตัวเองถูกตัดขาดจากระบบการเงินไปโดยปริยาย
แต่ความจริงแล้ว วิธีแก้เครดิตบูโรมีอยู่จริง และเป็นกระบวนการที่ทำได้ด้วยตัวเอง เพียงต้องเข้าใจขั้นตอนและมีวินัยในการจัดการหนี้อย่างถูกต้อง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักทุกแง่มุมของเครดิตบูโร ตั้งแต่สาเหตุที่ทำให้ติด วิธีแก้ไขให้สถานะดีขึ้น ระยะเวลาที่ต้องใช้ ไปจนถึงแหล่งกู้เงินไม่เช็คบูโรที่ปลอดภัย สำหรับคนที่ต้องการเงินด่วนระหว่างที่กำลังฟื้นฟูเครดิต
เครดิตบูโรคืออะไร? ทำไมถึงมีผลต่อการขอสินเชื่อ
เครดิตบูโร หรือชื่อเต็มคือ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลประวัติการชำระหนี้ของคนไทยทั่วประเทศ โดยรับข้อมูลจากธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทบัตรเครดิต และผู้ให้บริการสินเชื่อต่าง ๆ
ข้อมูลที่เครดิตบูโรเก็บไว้ ได้แก่:
- ประวัติการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
- ยอดหนี้คงเหลือในแต่ละบัญชี
- ประวัติการชำระหนี้ย้อนหลัง 36 เดือน
- จำนวนบัญชีสินเชื่อทั้งหมด
- สถานะของบัญชี เช่น ปกติ ค้างชำระ ปิดบัญชี
ทำไมเครดิตบูโรถึงสำคัญ?
ธนาคารและสถาบันการเงินทุกแห่งจะตรวจสอบรายงานเครดิตบูโรก่อนอนุมัติสินเชื่อ เพื่อประเมินความเสี่ยงของผู้กู้ หากประวัติดี โอกาสได้รับอนุมัติก็สูง และอาจได้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แต่หากมีประวัติเสีย ก็มีโอกาสถูกปฏิเสธสูงเช่นกัน
ที่สำคัญ การติดเครดิตบูโรไม่ใช่บัญชีดำหรือ blacklist อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด เพราะเครดิตบูโรเป็นเพียงผู้รวบรวมข้อมูล ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจอนุมัติหรือปฏิเสธสินเชื่อ การพิจารณาเป็นดุลพินิจของแต่ละสถาบันการเงิน
สาเหตุที่ทำให้ติดเครดิตบูโร
การติดเครดิตบูโรไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมการเงินที่สะสมมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง มาดูกันว่าสาเหตุหลัก ๆ มีอะไรบ้าง
จ่ายหนี้ล่าช้าหรือค้างชำระหลายงวด
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการมีเครดิตเสีย คือการชำระหนี้ล่าช้าหรือค้างชำระ โดยเฉพาะหากเลยกำหนดเกิน 30 วัน จะถูกบันทึกเป็นประวัติเสียในระบบ ยิ่งค้างหลายงวดติดต่อกัน สถานะจะยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ
ระดับความรุนแรงของการค้างชำระ
- ค้าง 1-30 วัน: อาจไม่กระทบมากหากเป็นครั้งคราว
- ค้าง 31-60 วัน: เริ่มถูกบันทึกเป็นประวัติเสีย
- ค้าง 61-90 วัน: ส่งผลกระทบต่อการขอสินเชื่อชัดเจน
- ค้างเกิน 90 วัน: ถือเป็น NPL (หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้) เป็นปัญหารุนแรง
ปิดบัญชีหนี้ไม่ถูกต้อง
หลายคนคิดว่าจ่ายครบแล้วเป็นอันจบ แต่ความจริงต้องดำเนินการปิดบัญชีให้ถูกต้องด้วย หากไม่ปิดบัญชี อาจมียอดค้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ค้างอยู่ในระบบ เช่น ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยรายวัน ที่ยังคำนวณต่อไป จนกลายเป็นยอดค้างที่ส่งผลกระทบต่อเครดิต
ขั้นตอนการปิดบัญชีที่ถูกต้อง
- แจ้งธนาคารหรือสถาบันการเงินว่าต้องการปิดบัญชี
- รับเอกสารยืนยันยอดสุดท้ายที่ต้องชำระ
- ชำระยอดทั้งหมดและขอใบเสร็จ
- ขอหนังสือไถ่ถอนหนี้ หรือ ใบปลอดภาระหนี้
- รอตรวจสอบในรายงานเครดิตบูโรอีกครั้งหลังผ่านไป 1-2 เดือน
มีภาระหนี้สูงเกินไป
แม้คุณจะจ่ายตรงทุกงวด แต่หากมีภาระหนี้รวมสูงเกินไป สถาบันการเงินก็อาจมองว่ามีความเสี่ยง ตัวเลขที่ใช้พิจารณาคือ อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (Debt-to-Income Ratio: DTI)
- DTI ต่ำกว่า 40%: ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี
- DTI 40-60%: เริ่มสูง ควรระมัดระวัง
- DTI สูงกว่า 60%: เสี่ยงสูง สถาบันการเงินอาจปฏิเสธสินเชื่อใหม่
นอกจากนี้ การมีบัตรเครดิตหลายใบ หรือสินเชื่อเงินสดหลายบัญชี ก็ส่งผลให้คะแนนเครดิตลดลงได้ แม้จะยังไม่ค้างชำระ
ถูกฟ้องร้องหรือปรับโครงสร้างหนี้
หากเคยถูกฟ้องร้องเกี่ยวกับหนี้สิน หรือเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกในเครดิตบูโรเช่นกัน รวมถึงข้อมูลคดีล้มละลาย ที่จะส่งผลกระทบยาวนานหลายปี
แม้จะปิดคดีหรือชำระครบแล้ว ข้อมูลก็ยังคงอยู่ในระบบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้สถาบันการเงินใช้ประกอบการพิจารณา
วิธีแก้เครดิตบูโรให้สถานะทางการเงินดีขึ้น
ข่าวดีคือ การติดเครดิตบูโรไม่ใช่ปัญหาถาวร หากดำเนินการแก้ไขอย่างถูกวิธี สถานะของคุณสามารถกลับมาดีขึ้นได้ มาดูขั้นตอนการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพ
ตรวจสอบรายงานเครดิตบูโรของตัวเอง
ก่อนจะแก้ปัญหา คุณต้องรู้ก่อนว่าปัญหาคืออะไร การตรวจสอบรายงานเครดิตบูโรของตัวเองจะช่วยให้เห็นภาพรวมของสถานะการเงินจริง
ช่องทางการตรวจสอบเครดิตบูโร:
- เคาน์เตอร์ธนาคารพันธมิตร เช่น ธนาคารกรุงไทย, ออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส.
- แอปพลิเคชัน NCB Mobile
- เคาน์เตอร์เครดิตบูโรตามสาขา
- ไปรษณีย์ EMS ลงทะเบียน
ค่าธรรมเนียม: ประมาณ 100-200 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับช่องทางและประเภทรายงาน
เมื่อได้รายงานมาแล้ว ให้ตรวจสอบว่ามีข้อมูลผิดพลาดหรือไม่ เช่น บัญชีที่ปิดไปแล้วยังแสดงเป็นค้างชำระ หรือมีบัญชีที่ไม่ได้เป็นของคุณ หากพบข้อผิดพลาด สามารถยื่นเรื่องขอแก้ไขกับเครดิตบูโรได้
ชำระหนี้ค้างให้ครบหรือเจรจาปิดหนี้
หลังจากเห็นภาพรวมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือจัดการกับหนี้ที่ค้างอยู่ ซึ่งทำได้หลายวิธี:
1. ชำระทั้งหมดในครั้งเดียว เหมาะถ้ามีเงินก้อนพอ ทำได้เร็วและจบ
2. เจรจาขอลดยอดหนี้ (Hair cut) โดยเฉพาะหนี้ที่ค้างนานเกิน 1 ปี เจ้าหนี้บางแห่งอาจยอมลดยอดให้ 30-50% เพื่อให้ปิดหนี้ได้
3. ขอผ่อนชำระ ทำสัญญาผ่อนใหม่กับเจ้าหนี้ในจำนวนที่จ่ายไหว
4. ขอผ่อนแบบลดดอกเบี้ย บางสถาบันมีโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ ดอกเบี้ยพิเศษ
ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเริ่มจากหนี้ที่ค้างชำระเก่าที่สุดและมียอดน้อยที่สุดก่อน เพราะปิดได้เร็ว สร้างกำลังใจ และทำให้รายงานดูดีขึ้นเร็วที่สุด
เก็บหลักฐานการชำระเงินทุกครั้ง
หลายคนชำระหนี้ครบแล้ว แต่ระบบไม่อัปเดต ทำให้ยังแสดงเป็นหนี้ค้างในเครดิตบูโร การเก็บหลักฐานการชำระทุกครั้งจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
หลักฐานที่ควรเก็บ:
- ใบเสร็จการชำระเงิน (เก็บไว้อย่างน้อย 3 ปี)
- หนังสือไถ่ถอนหนี้/ใบปลอดภาระ
- สำเนาสมุดบัญชีหรือ statement ที่แสดงการโอนเงิน
- รูปถ่ายหรือสำเนาเอกสารทุกฉบับ
- บันทึกการสนทนากับเจ้าหนี้ (ถ้ามี)
หลักฐานเหล่านี้จะใช้ได้ในกรณีที่ต้องโต้แย้งข้อมูลในรายงานเครดิตบูโร หรือเจรจากับสถาบันการเงินในอนาคต
วางแผนชำระหนี้ให้ตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง
การแก้เครดิตบูโรไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวจบ แต่ต้องสร้างวินัยการเงินใหม่ที่ยั่งยืน ประวัติการชำระตรงเวลาในช่วง 12-24 เดือนล่าสุด เป็นปัจจัยสำคัญที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อใหม่
เคล็ดลับวางแผนชำระหนี้ตรงเวลา:
- ตั้งให้ระบบหักบัญชีอัตโนมัติ (Auto Debit)
- ตั้งเตือนล่วงหน้า 3-5 วันก่อนถึงกำหนด
- รวมวันชำระให้อยู่ในช่วงเดียวกันทุกเดือน
- จัดสรรเงินจ่ายหนี้ทันทีที่เงินเดือนเข้า
- หลีกเลี่ยงการชำระขั้นต่ำ ควรจ่ายมากที่สุดเท่าที่ทำได้
ลดภาระหนี้เดิมก่อนยื่นขอสินเชื่อใหม่
ก่อนคิดจะขอสินเชื่อใหม่ ควรลดภาระหนี้ที่มีอยู่ก่อน เพราะอัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ (DTI) เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณา
แนวทางลดภาระหนี้:
- ปิดบัญชีบัตรเครดิตที่ไม่ค่อยใช้ (เก็บไว้ 1-2 ใบพอ)
- รวมหนี้บัตรเครดิตเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล ดอกเบี้ยถูกกว่า
- ใช้เงินก้อน (โบนัส) มาโปะหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงก่อน
- ลดการใช้บัตรเครดิตและสินเชื่อหมุนเวียน
เครดิตบูโรกี่ปีถึงจะดีขึ้น
คำถามที่คนถามมากที่สุดคือ “ติดเครดิตบูโรนานแค่ไหนถึงจะหายไป?” คำตอบขึ้นอยู่กับประเภทของข้อมูลและสถานะของบัญชี
ระยะเวลาที่ข้อมูลคงอยู่ในเครดิตบูโร
| สถานะบัญชี | ระยะเวลาคงอยู่ในระบบ |
| บัญชีปกติ (ไม่มีค้างชำระ) | 36 เดือนย้อนหลัง |
| บัญชีที่ปิดไปแล้ว (ชำระครบ) | 3 ปีนับจากวันที่ปิด |
| บัญชีค้างชำระ (NPL) | 5 ปีนับจากวันที่ค้างชำระล่าสุด หรือวันที่ปิดบัญชี |
| ข้อมูลคดีล้มละลาย | คงอยู่จนกว่าจะมีคำสั่งยกเลิก |
ข้อสำคัญ
ข้อมูลในเครดิตบูโรจะไม่หายไปทันทีหลังชำระครบ แต่จะเปลี่ยนสถานะจาก “ค้างชำระ” เป็น “ปิดบัญชี” ซึ่งสถาบันการเงินยังเห็นข้อมูลนี้อยู่ แต่จะมีน้ำหนักน้อยลงเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป
โดยปกติ หากชำระหนี้ครบและไม่มีประวัติเสียใหม่เลย ภายในประมาณ 24-36 เดือน สถานะจะดีขึ้นมากพอที่สถาบันการเงินจะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อใหม่ได้
ติดเครดิตบูโร ยังมีโอกาสกู้เงินได้ไหม
แม้จะติดเครดิตบูโร ก็ไม่ได้หมายความว่าหมดทางเลือกในการกู้เงิน ปัจจุบันมีช่องทางที่ยังเปิดให้สำหรับคนที่มีประวัติเครดิตไม่สมบูรณ์ แต่ต้องเลือกใช้อย่างระมัดระวัง
ช่องทางที่ยังเป็นไปได้:
- สินเชื่อที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ, ขายฝากที่ดิน, สินเชื่อจำนำทอง เพราะมีหลักประกัน สถาบันการเงินอนุมัติง่ายกว่า
- สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ บริษัทที่ให้สินเชื่อรายย่อย วงเงินไม่สูง ใช้การพิจารณารายได้และความสามารถในการชำระ มากกว่าประวัติเครดิต
- บัตรกดเงินสดที่มีอยู่แล้ว หากยังมีวงเงินเหลือ สามารถใช้ได้ทันที
- บริการรูดบัตรเครดิตเป็นเงินสด สำหรับคนที่มีบัตรเครดิตและวงเงินคงเหลือ สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้โดยไม่ต้องตรวจสอบเครดิตเพิ่ม
- สหกรณ์ออมทรัพย์ สำหรับสมาชิก มักมีเงื่อนไขผ่อนปรนกว่าธนาคารทั่วไป
- กู้จากเพื่อนหรือครอบครัว ดอกเบี้ยต่ำหรือไม่มีดอกเบี้ย แต่ต้องระวังความสัมพันธ์
ช่องทางที่ควรหลีกเลี่ยง:
- เงินกู้นอกระบบ (ดอกเบี้ยร้อยละ 20+ ต่อเดือน)
- แอปกู้เงินด่วนที่ไม่ได้รับใบอนุญาต
- ผู้ให้บริการที่ขอเก็บค่าธรรมเนียมล่วงหน้า
- บริการที่อ้างว่า ลบเครดิตบูโร ได้ (ไม่มีใครทำได้จริง)
ทางเลือกสำหรับคนติดเครดิตบูโรที่ต้องการเงินด่วน
หากคุณกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ต้องใช้เงินด่วนระหว่างกำลังฟื้นฟูเครดิต มีทางเลือกที่ปลอดภัยและถูกกฎหมายอยู่ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
สินเชื่อที่พิจารณาจากรายได้และความสามารถในการชำระหนี้
สินเชื่อบางประเภทไม่ได้เน้นที่ประวัติเครดิตเป็นหลัก แต่พิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ในปัจจุบัน เช่น:
- สินเชื่อที่ใช้บัตรเครดิตเดิมเป็นวงเงิน ใช้วงเงินที่มีอยู่แล้วเปลี่ยนเป็นเงินสด ไม่ต้องตรวจเครดิตใหม่
- สินเชื่อจำนำทรัพย์สิน พิจารณาจากมูลค่าทรัพย์สิน ไม่ใช่ประวัติเครดิต
- สินเชื่อนาโน สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย พิจารณาจากรายได้และความสามารถในการคืน
ข้อควรระวังก่อนเลือกแหล่งเงินกู้
การหาเงินด่วนในขณะที่ติดเครดิตบูโรเป็นช่วงเวลาที่ต้องระวังมิจฉาชีพมากที่สุด เพราะกลุ่มมิจฉาชีพมักใช้ประโยชน์จากความเดือดร้อนของผู้กู้
สัญญาณอันตรายที่ต้องสังเกต:
- ขอเก็บค่าธรรมเนียมก่อนปล่อยกู้
- อ้างว่ารับประกันการอนุมัติ 100%
- ดอกเบี้ยต่ำผิดปกติ
- ขอข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อน เช่น รหัสผ่านธนาคาร
- เร่งรัดให้ตัดสินใจในเวลาจำกัด
- ติดต่อผ่านช่องทางที่ไม่มีตัวตนชัดเจน
เลือกแหล่งกู้เงินที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
แหล่งกู้เงินไม่เช็คบูโร[b]ที่น่าเชื่อถือจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ตรวจสอบได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- มีหน้าร้านและที่อยู่ชัดเจน สามารถไปติดต่อได้จริง
- ดำเนินกิจการมานาน มีประวัติให้ตรวจสอบ ยิ่งนานยิ่งน่าเชื่อถือ
- เว็บไซต์ใช้ HTTPSข้อมูลถูกเข้ารหัสด้วยมาตรฐาน SSL
- เชื่อมต่อกับธนาคารโดยตรง ขณะทำรายการต้องไปยังหน้าธนาคารจริง
- ไม่ขอข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ลูกค้ากรอกข้อมูลเอง ไม่มีการขอเลข CVV หรือ OTP
- มีรีวิวจากผู้ใช้จริง ค้นหาในกูเกิลและ social media ได้
ข้อควรระวังในการแก้เครดิตบูโรและขอสินเชื่อใหม่
ในกระบวนการแก้เครดิตบูโร มีข้อผิดพลาดที่หลายคนมักทำ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงแทนที่จะดีขึ้น มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง
- อย่าหลงเชื่อบริการลบเครดิตบูโร เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ข้อมูลในเครดิตบูโรลบไม่ได้ จะหายไปเองตามระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น
- อย่ายื่นขอสินเชื่อหลายที่พร้อมกัน ทุกครั้งที่ยื่นกู้ จะถูกบันทึกเป็น Inquiry ในเครดิตบูโร หากยื่นหลายที่ในเวลาเดียวกัน จะดูเหมือนว่าคุณกำลังเดือดร้อนทางการเงินมาก
- อย่าปิดบัญชีบัตรเครดิตเก่าทั้งหมด บัญชีเก่าที่มีประวัติดีช่วยสร้างคะแนนเครดิต ปิดทิ้งทำให้สถานะแย่ลง
- อย่ายืมเงินจากแอปที่ไม่ได้รับอนุญาต แอปกู้เงินผิดกฎหมายมักมีดอกเบี้ยสูงและทวงหนี้แบบรุนแรง
- อย่าใช้เงินกู้ใหม่ไปจ่ายเงินกู้เก่า สร้างวงจรหนี้ที่หลุดออกยาก
- อย่ารีบขอสินเชื่อใหม่ทันทีหลังปิดหนี้ ควรรออย่างน้อย 6-12 เดือนเพื่อให้ระบบอัปเดตและสะสมประวัติดี
- อย่าปล่อยให้บัญชีไม่ active นานเกินไป ใช้บัตรเครดิตเล็ก ๆ น้อย ๆ และจ่ายตรงเวลา เพื่อสร้างประวัติดีต่อเนื่อง
สรุป วิธีแก้เครดิตบูโรควรเริ่มจากการจัดการหนี้อย่างถูกต้อง
การแก้เครดิตบูโรไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลัง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จในวันสองวัน หัวใจสำคัญอยู่ที่การจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ เริ่มจากตรวจสอบสถานะปัจจุบัน ชำระหนี้ค้างให้เรียบร้อย วางแผนการเงินใหม่ และสร้างวินัยในการชำระตรงเวลา
ระยะเวลาในการฟื้นฟูเครดิตขึ้นอยู่กับความรุนแรงของประวัติเสีย แต่โดยทั่วไปประมาณ 24-36 เดือน หากดำเนินการอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ สถานะของคุณจะกลับมาดีพอที่จะขอสินเชื่อใหม่ได้
ในระหว่างที่กำลังฟื้นฟูเครดิต หากจำเป็นต้องใช้เงินด่วน ควรเลือกแหล่งเงินที่ปลอดภัย ถูกกฎหมาย และโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และเพื่อไม่ให้ปัญหาทางการเงินยิ่งซับซ้อนกว่าเดิม
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับวิธีแก้เครดิตบูโร
A: ลบไม่ได้ครับ ข้อมูลในเครดิตบูโรจะหายไปเองตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ 3 ปีสำหรับบัญชีที่ปิดแล้ว และ 5 ปีสำหรับบัญชีที่ค้างชำระ บริการที่อ้างว่าลบเครดิตบูโรได้ ส่วนใหญ่เป็นมิจฉาชีพ
A: สามารถตรวจได้ที่เคาน์เตอร์ธนาคารพันธมิตร เช่น กรุงไทย, ออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส., แอป NCB Mobile, เคาน์เตอร์เครดิตบูโร หรือสั่งทางไปรษณีย์ EMS โดยมีค่าธรรมเนียม 100-200 บาท
A: ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของประวัติ หากแค่เคยล่าช้าไม่กี่ครั้ง อาจยังกู้ได้แต่อาจดอกเบี้ยสูง หากเคยเป็น NPL หรือถูกฟ้อง ส่วนใหญ่ธนาคารจะปฏิเสธ ต้องรอให้ผ่านระยะเวลาตามที่กำหนดก่อน
A: ไม่ต้องครับ เพราะบริการรูดบัตรเครดิตเป็นเงินสดใช้วงเงินบัตรเครดิตที่ลูกค้ามีอยู่แล้ว ไม่ใช่การกู้ใหม่ จึงไม่ต้องตรวจสอบเครดิตบูโรเพิ่มเติม เหมาะสำหรับคนที่ติดเครดิตแต่ยังมีบัตรเครดิตและวงเงินคงเหลือ
A: ช่วยได้บางส่วนครับ เางหนี้เสียก้อนใหม่แทน
A: บริษัทเอกชนทั่วไปไม่สามารถดูเครดิตบูโรของผู้สมัครได้โดยตรง แต่บางตำแหน่งโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเงินอาจขอให้แสดงรายงานเครดิตบูโรประกอบ ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละองค์กร
A: ไม่กระทบโดยตรงครับ เพราะเป็นการใช้วงเงินบัตรเครดิตเหมือนซื้อสินค้าทั่วไป สิ่งที่กระทบคือยอดหนี้บัตรเครดิตที่สูงขึ้น หากจ่ายยอดบัตรเครดิตตรงเวลา จะไม่มีผลเสียต่อเครดิต แต่หากผ่อนชั้นต่ำหรือค้างชำระ ก็จะกระทบเหมือนกับการใช้บัตรเครดิตปกติ